กลับหน้าหลัก

http://www.watketum.com

วัดเกตุมวดีศรีวราราม ถนนพระราม ๒ (ธนบุรี-ปากท่อ) กม.๔๒ ต.บางโทรัด อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ๗๔๐๐๐
ติดต่อวัด : email : watketum@hotmail.com
โทร : ๐-๓๔๔๒-๑๐๐๓ , ๐๘-๑๗๓๒-๖๒๖๗
ผู้ดูแลเว็บ : ๐๘-๗๕๑๕-๔๕๙๕ email : keepwalking.n@windowslive.com

                     บทสวดมนต์

  
     คำบูชาพระรัตนตรัย
     คำอารธนาศีล ๕
     คำอารธนาพระปริตร
     คำอารธนาธรรม
     คำถวายข้าวพระพุทธ
     คำลาข้าวพระพุทธ
     คำถวายสังฆทาน
     คำอุปโลกน์สังฆทาน
     คำถวายข้าวสาร
     คำถวายดอกไม้ ธูป เทียนเพื่อบูชา
     คำกรวดน้ำแบบสั้น
     คำบูชาพระพุทธเจ้า
     ทำวัตรเช้า
     ทำวัตรเย็น
     นมัสการพระอรหันต์ ๘ ทิศ
     ยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฎก
     คาถามงคลจักรวาฬทั้งแปดทิศ
     ชุมนุมเทวดา
     ธัมมะจักรกัปปะวัตตะนะสูตร
     สามเณรสิขา
     พุทธชัยมงคลคาถา(พาหุง)
     มะหาการุณิโก
     ยะถา วาริวาหะ
     คาถาสวดมาฆะบูชา
     คาถาบูชาพระพุทธสิหิงค์
     ปริวาสกรรม
     พิธีบวช
     วิธีบรรพชาอุปสมบทแบบอุกาสะ
     วิธีบรรพชาอุปสมบทแบบเอสาหัง
     คำขอบรรพชานาคคู่(แบบใหม่)
     คำถวายสลากภัตต์

                                                                                               พิธีบวช

           คำว่า บวช มาจากคำว่า ป+วช แปลว่าเว้นทั่ว      คือเว้นจากกามในที่นี้หมายเพียงบวชเป็นสามเณรและบวชเป็น
พระภิกษุเท่านั้น    จุดมุ่งหมายในการบวชก็คือการปฏิบัติตนเพื่อรื้อถอนออกจากความทุกข์และทำให้แจ้งซึ่งพระนิพ
พานคือความดับทุกข์ อย่างไรก็ตาม การบวชได้แม้เพียงชั่วคราวก็นับว่าดี       เพราะนอกจากเป็นการสืบต่อพระพุทธ
ศาสนาแล้ว อย่างน้อยก็ยังเป็นเหตุให้รู้จักฝึกหัดความอดทน  และความเสียสละอย่างมากอาจทำให้เข้าถึงพุทธธรรม
ได้โดยใกล้ชิด

การบวชเป็นสามเณร

           สามเณร แปลว่า ผู้เป็นเชื้อสายแห่งสมณะ เมื่อเป็นสามเณรแล้วต้องถือศีล ๑๐ คือ
           ๑. เว้นจากการฆ่าสัตว์ทั้งมนุษย์และเดรัจฉาน
           ๒. เว้นจากการลักทรัพย์
           ๓. เว้นจากเสพเมถุนธรรม
           ๔. เว้นจากการพูดเท็จ
           ๕. เว้นจากการดื่มสุราและเมรัย
            ๖. เว้นจาการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล
           ๗. เว้นจากการฟ้อนรำขับร้องและการบรรเลง ตลอดถึงการดูการฟังสิ่งเหล่านั้น
           ๘. เว้นจากการทัดทรงดอกไม้การใช้ของหอมเครื่องประเทืองผิว
           ๙. เว้นจาการนอนที่สูงใหญ่และยัดนุ่นสำลีอันมีลายวิจิตร
         ๑๐. เว้นจากการรับเงินทอง

            นอกจากนี้ ยังต้องมี ปัจจเวกขณะ คือ การพิจารณา จีวร บิณฑบาตเสนาสนะ คิลานเภสัช     ตลอดถึงวัตรที่ควร
ศึกษาอันเกี่ยวด้วยมารยาท คือเสขิยวัตร อีก ๗๕ ข้อ ด้วยถานที่ทำพิธีเป็นกุฎีของพระอุปัชฌาย์ผู้ให้บวชก็ได้เป็นโรง
อุโบสถก็ได้ มีพระอันดับตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปก็ได้ ไม่มีก็ได


ของใช้ในพิธีคือ

           .๑. ไตรแบ่ง (สบง ๑ ประคตเอง ๑ อังสะ ๑ จีวร ๑ ผ้ารัด อก ๑ ผ้ากราบ ๑)
            ๒. จีวร สบง อังสะ (อาศัยหรือสำรอง) ผ้าอาบ ๒ ผืน
            ๓. ย่าม ผ้าเช็ดหน้า นาฬิกา
            ๔. บาตร (มีเชิงรองและฝาพร้อม)
            ๕. รองเท้า ร่ม
             ๖. ที่นอน เสื่อ หมอน ผ้าห่ม มุ้ง
            ๗. จานข้าว ช้อนส้อม แก้วน้ำ ผ้าเช็ดมือ ปิ่นโต กระโถน
            ๘. ขันน้ำ สบู่ กล่องสบู่ แปรง ยาสีฟัน ผ้าเช็ดตัว
            ๙. ธูป เทียน ดอกไม้ สำหรับบูชาพระรัตนตรัย
          ๑๐. ธูป เทียน ดอกไม้ (หรือจะใช้เทียนแพมีกรวยดอกไม้ก็ใช้ได้)

                 สำหรับถวายพระอุปัชฌาย์ผู้ให้บวชและจะมีเครื่องจตุปัจจัยไทยธรรมสำหรับถวายพระอุปัชฌายะและพระ
ในพิธีนั้นอีกองค์ละชุดก็ได้ แล้วแต่กำลังศรัทธา
                 ผู้บวชต้องปลงผม โกนคิ้ว โกนหนวด ตัดเล็บมือเล็บเท้าให้สะอาดหมดจด ส่วนพิธีการวันบวช มีกล่าวไว้ส่วน
หนึ่งแล้วและข้อสำคัญต้องว่าไตรสรณคมน์ ใช้ชัดถ้อยชัดคำ เพราะความเป็นสามเณรจะสำเร็จได้ก็ด้วยไตรสรณคมน์
เท่านั้น

หัวข้อที่ผู้จะบวชจะต้องจดจำคือ

              ๑. ให้บิดามารดาหรือผู้ปกครอง พาไปหาเจ้าอาวาสและพระอุปัชฌาย์ (ถ้าเจ้าอาวาสเป็นพระอุปัชฌาย์ด้วยก็
ไม่ต้องไป ๒ แห่ง)
              ๒. ท่องคำขอบวช สรณคมน์ และศีล ๑๐ ให้ได้ด้วยตนเอง
              ๓. หมั่นฝึกซ้อมพิธี เช่นการกราบ เป็นต้น

การบวชเป็นพระภิกษุ

               ภิกษุ แปลว่า ผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร เมื่อเป็นพระภิกษุแล้ว ต้องถือศีล ๒๒๗     และต้องรักษาข้อวัตรปฏิบัติ
อื่น ๆ อีกมาก
               การบวชเป็นสามเณรเป็นเบื้องต้นของการบวชเป็นพระภิกษุ   กล่าวคือจะบวชเป็นพระภิกษุได้ก็ต้องบวชเป็น
สามเณรก่อนเพราะฉะนั้นกุลบุตรผู้จะบวชเป็นพระภิกษุ จึงจำต้องบวชเป็นสามเณรก่อน  ซึ่งมีวิธีการดังที่กล่าวมาแล้ว
แม้ผู้เป็นสามเณร ก็จำต้องขอไตรสรณคมน์และศีลใหม่ เพื่อทำให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น       จึงดำเนินการบวชเป็นพระภิกษุ
ได้ต่อไปแต่ทางที่ดีที่สุดควรของบรรพชาแต่เบื้องต้นไปใหม่        เพราะเมื่อตอนขอบรรพชาเป็นสามเณรได้เว้นคำไว้
ละเภยยัง อุปะสัมปะทัง ไว้
               สถานที่ทำพิธี คือ โรงอุโบสถ ประชุมสงฆ์ ๒๘ รูป     มีพระอุปัชฌาย์ ๑ พระกรรมวาจาจารย์ ๑ พระอนุสาวนา
จารย์ ๑(สองรูปหลังนี้เรียกว่าพระคู่สวด) อีก ๒๕ รูป เรียกวาพระอันดับ(๑๐ รูปขึ้นไป ไม่ถึง ๒๕ รูปก็ใช้ได้)

อัฏฐบริขารและเครื่องใช้อื่น ๆ ที่จำเป็นและควรจัดหา

               ๑. ไตรครอง (สบง ๑ ประคตเอว ๑ อังสะ ๑ จีวร ๑ สังฆาฏิ ๑ ผ้ารัดอก ๑ ผ้ากราบ ๑ )
               ๒. บาตร (มีเชิงรองและฝาพร้อม) ถลกบาตร สายโยค ถุง ตะเครียว
               ๓. มีดโกน พร้อมทั้งหินลับมีดโกน
               ๔. เข็มเย็บผ้า พร้อมทั้งกล่องเข็มและด้าย
               ๕. เครื่องกรองน้ำ (ธมกรก)
                ๖. เสื่อ หมอน ผ้าห่ม มุ้ง
               ๗. จีวร สบง อังสะ ผ้าอาบ ๒ ผืน (อาศัย)
               ๘. ตาลปัตร ย่าม ผ้าเช็ดหน้า ร่ม รองเท้า
               ๙. โคมไฟฟ้า หรือตะเกียง ไฟฉาย นาฬิกาปลุก
             ๑๐. สำหรับ ปิ่นโต คาว หวาน จานข้าว ช้อนส้อม ผ้าเช็ดมือ
             ๑๑. ที่ต้มน้ำ กาต้มน้ำ กาชงน้ำร้อน ถ้วยน้ำร้อน เหยือกน้ำและแก้วน้ำเย็น กระติกน้ำแข็ง กระติกน้ำร้อน
             ๑๒. กระโถนบ้วน และโถนถ่าย
             ๑๓. ขันอาบน้ำ สบู่และกล่องสบู่ แปรงและยาสีฟัน ผ้าขน- หนู กระดาษชำระ
             ๑๔. สันถัต (อาสนะ)
             ๑๕. หีบไม้หรือกระเป๋าหนังสำหรับเก็บไตรครอง

                 ๑. ถึง ๕. เป็นสิ่งจำเป็นมาก   เรียกว่า อัฏฐบริขาร แปลว่า บริขาร ๘       (มีผ้า ๕ อย่าง คือ สบง ๑ ประคตเอว
๑ จีวร  ๑ สังฆาฏิ ๑ ผ้ากรองผ้า ๑ เหล็ก ๓ อย่าง คือ  บาตร ๑ มีดโกน ๑ เข็มเย็บผ้า ๑)    ของนอกนั้นมีความจำเป็นลด
น้อยลงแล้วแต่กำลังของเจ้าภาพจะจัดหามาได้อีก
                 ไตร วางไว้บนพานแว่นฟ้า บาตร สวมอยู่ในถุงตะเครียว       ภายในบาตรใส่มีดโกนพร้อมด้วยหินลับมีดโกน
เข็มพร้อมทั้งกล่องเข็มและด้าย และเครื่องกรองน้ำ นอกจากนั้นยังนิยมใส่พระเครื่องรางต่าง ๆ ลงในบาตร   เพื่อปลุก
เสกให้ขลังขึ้นอีกด้วย

ถ้ามีกระบวนแห่งควรจัดกระบวนดังนี้

                  ๑. การแสดงต่าง ๆ เช่น หัวโต สิงโต ฯ (ถ้ามี)
                  ๒. แตร หรือ เถิดเทิง (ถ้ามี)
                  ๓. ของถวายพระอุปัชฌาย์ คู่สวด
                  ๔. ไตรครอง ซึ่งมารดาของผู้บวชมักจะเป็นผู้อุ้ม (มีสัปทนกั้น)
                  ๕. ผู้บวชพนมมือถือดอกบัว ๓ ดอก ธูป ๓ ดอก เทียน ๒ เล่ม (มีสัปทนกั้น)
                   ๖. บาตร และ ตาลปัตร ซึ่งบิดาของผู้บวชเป็นผู้สะพายและถือ
                  ๗. ของถวายพระอันดับ
.                 ๘. บริขารและเครื่องใช้อย่างอื่นของผู้บวช

                  ถ้ามีไตรถวายพระอุปัชฌาย์และคู่สวด ก็ต้องมีสัมปทนกั้นอีก ๓ คันของถวายพระอุปัฌาย์มีพิเศษอยู่อย่าง
หนึ่งคือกรวยขอนิสัย ซึ่งภายในกรวยมีหมากพลูหรือเมี่ยงและบุหรี่      นอกนั้นแล้วแต่จะเห็นสมควร ควรจัดของถวาย
สำหรับพระอุปัชฌาย์เป็นพิเศษ รองลงมาคือคู่สวด รองลงมาอีกคือพระอันดับ
                  เมื่อจัดขบวนเรียบร้อยแล้ว ก็เคลื่อนไปสู่หน้าพระอุโบสถ        แล้วเวียนขวารอบนอกสีมา ๓ รอบ พร้อมกัน
เสียงโห่ - ฮิ้ว เป็นระยะ ๆ ไป เวียนครบ๓ รอบ     ก็เข้าไปภายในพระอุโบสถทั้งหมดเว้นไว้แต่การแสดงต่าง ๆ เช่นแตร
หรือเถิดเทิง ส่วนผู้จะบวชก่อนจะเข้าโบสถ์ต้องวันทาเสมาหน้าพระอุโบสถเสียก่อน ว่า วันทามิ อาราเม พัทธะเสมา
ยัง  โพธิรุกขัง เจติยัง สัพพะ  เม โทสัง ขะมะถะ เม ภันเต ฯ

คำวันทาเสมา (อีกแบบหนึ่ง)

                   อุกาสะ วันทามิ ภันเต สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเตมะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตัพพัง
สามินา กะตัง ปุญญังมัยหัง ทาตัพพัง สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ ฯ
                   สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะกะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต ฯ
อุกาสะขะมามิ ภันเต ฯ
                   วันทามิ ภันเต สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต มะยากะตัง ปุญญัง สามินา    อะนุโมทิตัพพัง สามินา
กะตัง ปุญญัง มัยหังทาตัพพัง สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ ฯ
                   เสร็จแล้วโปรยทาน      แล้วเข้าสู่พระอุโบสถได้ โดยมารดาบิดาหรือญาติผู้ใหญ่หรือเจ้าภาพจูงประกอบ
ด้วยญาติและมิตรเป็นผู้เกาะต่อ ๆ กัน      ครั้นแล้วผู้บวชจึงไปวันทาพระประธานในพระอุโบสถด้านข้างพระหัตถ์ขวา
แล้วมารับไตรครองจากมารดาบิดาหรือญาติผู้ใหญ่หรือเจ้าภาพ        ต่อจากนั้นจึงเริ่มพิธีการบวชตามหลักพระธรรม
วินัยต่อไป
                  เมื่อบวชเป็นสามเณรเสร็จแล้ว         บิดาต้องคอยประเคนบาตรแก่สามเณรนั้นขณะที่พระคู่สวดกำลังสวด
ญัตติจตุตถกรรมวาจาห้ามมิให้อนุปสัมบัน (ผู้ที่มิใช่พระภิกษุ)      เข้าใกล้อาสน์สงฆ์ ๑ ศอก ทางที่ดีควรสงบอยู่กับที่
ภายหลังจากบวชเป็นพระภิกษุเสร็จแล้ว เจ้าภาพและญาติมิตรจึงถวายอัฏฐบริขารและเครื่องใช้อื่น ๆ      ที่สมควรแก่
สมณะ แก่พระบวชใหม่ต่อไปเสร็จแล้วพระบวชใหม่กรวดน้ำ เป็นเสร็จพิธี

ข้อสำคัญที่ควรจดจำไว้ก็คือ

                 ๑. มารดาบิดา หรือญาติผู้ใหญ่หรือเจ้าภาพ พร้อมผู้จะบวชต้องไปติดต่อกับเจ้าอาวาสที่ตนจะบวชอยู่ และ
พระอุปัชฌาย์แต่เนิ่น ๆ(ถ้าเจ้าอาวาสเป็นอุปัชฌาย์ด้วยก็ไม่ต้องไปติดต่อ ๒ แห่ง)
                 ๒. ผู้จะบวช เรียกกันว่า อุปสัมปทาเปกข์ หรือ นาค หรือนักบวช ต้องท่องคำบาลี     ซึ่งเรียกกันว่า ขานนาค ให้ได้คล่องแคล่วชัดถ้อยชัดคำ
                 ๓. หมั่นฝึกซ้อมกับพระอุปัชฌาย์หรืออาจารย์ ในเรื่องระเบียบต่าง ๆ อันเนื่องในการนี้ให้คล่องมิให้เคอะเขิน
ในเวลาเข้าพิธี
                 หมายเหตุ ในการบวชนี้ บางคนนิยมมีพิธีทำขวัญนาคก่อนวันบวช  ๑  วันหรือทำในวันนั้นคือทำขวัญเช้าบวช
บ่ายการทำขวัญก็เพื่อให้เจ้านาครู้จักคุณมารดาบิดา และมีใจศรัทธาซาบซึ้งในการบวชขึ้นอีก    ในการนี้จะต้องมีของ
อีกหลายอย่าง เช่น บายศรี แว่นเวียนเทียน ฆ้อง   ธูปเทียนตามแบบของหมอทำขวัญ      การทำขวัญก็ดีแม้การแสดง
ต่าง ๆ   ตลอดถึงแตร เถิดเทิงก็ดีบางคนก็ไม่นิยม ชอบเงียบ ๆ    ตรงไปเดินเวียนโบสถ์เข้าโบสถ์เฉย ๆ      ทั้งนี้แล้วแต่
อัธยาศัย        ส่วนการแต่งตัวเจ้านาค มักใช้ชุดขาว นุ่งแบบผ้าถุงจีบอังสะขาว         บางทีก็มีเสื้อขาวแขนยาวแล้วสวม
เสื้อครุยทับ
                 เมื่อบวชแล้วมักมีการฉลองพระใหม่         ถ้าบวชเช้าก็ฉลองเพลถ้าบวชบ่ายก็ฉลองวันรุ่งขึ้นหรือจะเลื่ยนไป
ฉลองในวันต่อ ๆ ไปก็ได้ตามความสะดวกของเจ้าภาพ.
 

คาถาคาดปูน
อิมัง อังคะพันธะนัง อะธิฏฐามิ.
คาถานี้ ใช้เสกปูนคาดแก้สารพัดพิษต่าง ๆ
มิให้แล่นไปได้ แล
.


   หน้าแรกวัดเกตุมดีศรีวราราม >บทสวดมนต์