ประวัติพระสิวลี
พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ยกย่องพระสิวลีเถรเจ้าด้วยวาจาว่า
"ดูกรภิกษุทั้งหลายผู้เป็นสาวกของเราตถาคต พระสิวลีเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุ
ทั้งหลาย เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยลาภ" และตามคัมภีร์มโนรถปูรณีในเรื่องของ
พระสิวลีก็ได้กล่าวไว้ว่า ยกเว้นแต่พระตถาคตเจ้าแล้ว ไม่มีผู้ใดเลิศด้วยลาภ
เหมือนพระสิวลีเถรเจ้า
เรื่องราวประวัติเดิมของพระสิวลีมีอยู่ว่า ในอดีตชาติ (ครั้งพุทธกาลแห่ง
พระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า) มีกุลบุตรผู้หนึ่งได้เกิดในบ้านเล็ก ๆ ตำบลหนึ่ง
ใกล้เมืองพันธุมดี ในสมัยนั้นชาวเมืองกับพระราชาได้จัดการถวายทานแด่
พระวิปัสสีพระพุทธเจ้าเป็นการแข่งขัน วันหนึ่งพวกชาวเมืองเตรียมจะถวาย
ทานก็ได้พบว่า ในทานของพวกตนนั้น ขาดน้ำผึ้งและเนยแข็ง ซึ่งถ้าไม่มี
ของทั้งสองสิ่งนี้ก็จะแพ้พระราชาแน่นอน จึงได้จัดคนส่งออกไปหาน้ำผึ้งและ
เนยแข็ง โดยคอยดักดูผู้คนจากชนบทที่เดินทางเข้าเมือง ว่ามีผู้ใดมีสิ่งของที่
พวกตนต้องการบ้าง บังเอิญวันนั้นกุลบุตร (คือพระสิวลีในชาติต่อมา) ก็จะเดิน
ทางเข้าเมือง โดยนำกระบอกเนยแข็งมาด้วยหมายจะแลกสิ่งของในเมือง แต่
ระหว่างทางก่อนจะเข้าเมือง ได้แวะล้างหน้า และทำความสะอาดร่างกายที่
แหล่งน้ำแหล่งหนึ่ง ในที่นั้นได้พบรวงผึ้งรวงหนึ่งโตขนาดงอนไถและเป็นรวงที่
มีผึ้งอาศัยอยู่ ก็คิดว่าเป็นบุญของตนเป็นแน่ ทำให้พบรวงผึ้งนี้เข้าจึงได้นำ
ไปด้วย แล้วเิดินทางเข้าสู่เมือง เมื่อพวกชาวเมืองพันธุมดีพบเข้าก็ถามกุลบุตร
นั้นว่า จะนำรวงผึ้งกับเนยแข็งนั้นไปให้ใคร กุลบุตรชี้แจงว่าจะนำมาขายเท่านั้น
ชาวเมืองกำลังต้องการมาก จึงได้ขอซื้อในราคาถึงหนึ่งกหาปนะ ซึ่งทำความ
แปลกใจให้กุลบุตรเป็นอย่างมาก เพราะลำพังเนยแข็งกับน้ำผึ้งไม่ใช่ของมี
ราคาถึงเพียงนี้ จึงทำเป็นไม่ขาย เพื่อใคร่รู้ราคาที่แท้จริง ชาวเมืองเกรงจะ
แพ้พระราชา จึงขึ้นราคาให้ถึงหนึ่งพันกหาปนะ กุลบุตรก็ยังไม่ยอมขาย เพราะ
อยากรู้ว่าชาวเมืองจะเอาของสองสิ่งนั้นไปทำอะไร พอรู้ว่าจะไปถวายทานแด่
พระวิปัสสีพระพุทธเจ้า ก็เกิดความคิดว่าตนเองมีสิ่งของที่เป็นของสำคัญใน
การถวายทาน ก็ควรจะเป็นผู้ถวายทานครั้งนี้ด้วย จึงบอกกับชาวเมืองว่าตนไม่
ขายแล้ว แต่จะขอร่วมถวายทานด้วยมือของตน ครั้นแล้วกุลบุตรได้ไปนำดีปลี
มาห้าเมล็ด บดลงแล้วกวนกับเนยแข็งผสมน้ำผึ้งจากรวงลงไป ห่อด้วยใบบัว
แล้วไปคอยเฝ้าอยู่ใกล้ ๆ พระวิปัสสีพระพุทธเจ้า รอเวลาถวาย เมื่อพระวิปัสสี
พระพุทธเจ้า ทรงรับทานของกุลบุตรแล้วอธิษฐานว่า อย่าให้น้ำผึ้งของกุลบุตร
หมดไปจนกว่ากุลบุตรจะได้ถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์ครบทุกองค์ ซึ่งทำให้
กุลบุตรได้ใส่บาตรด้วยน้ำผึ้งครบทุกองค์ และได้ขอพรจากพระวิปัสสีพระพุทธ
เจ้าว่าด้วยผลแห่งกุศลบุญที่ตนได้กระทำ ขอให้ตนเองเป็นผู้เลิศด้วยลาภเถิด พระองค์ก็ทรงอนุโมทนาให้ ต่อมากุลบุตรนั้นก็ได้สร้างกุศลอยู่เสมอจนสิ้นชีวิต
ครั้นในชาติต่ิอมาคือสมัยพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานี้ กุลบุตรนั้น
ถือปฏิสนธิในพระครรถ์ของพระนางสุปปวาสา ธิดาแห่งโกลิยวงศ์ พระนางต้อง
ทรงตั้งครรถ์ถึง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน จึงได้ประสูติพระกุมาร และก่อนประสูติ
พระนางต้องได้รับทุกขเวทนาในการเจ็บพระครรถ์เป็นอย่างมาก พระนางจึง
ให้พระสวามีไปกราบถวายบังคมพระศาสดา พระองค์ก็ทรงตรัสประทานพรให้
ว่า "พระนางสุปปวาสา ผู้เป็นพระราชธิดาของพระเจ้ากรุงโกลิยะ จงเป็นหญิง
มีความสุขปราศจากโรคาพญาธิ ประสูติพระราชบุตรผู้หาโรคมิได้เถิด" ครั้นพอครบ ๗ วันแล้วก็ทรงประสูติได้อย่างง่ายดาย เปรียบประดุจน้ำไหลออกมาจากหม้อ ด้วยอำ
นาจแห่งพุทธานุภาพเป็นที่เบาใจแก่พระญาติทั้งหลาย และในระหว่างที่พระนางยังทรงครรถ์อยู่นั้น ก็บริบูรณ์ไปด้วยลาภสักการะ ด้วยมีผู้นำมาถวายทุกเช้าและเย็น พระนาง
ทรงใช้สอยไปอย่างไร ๆ ก็ไม่รู้จักพร่อง ทั้งนี้เป็นด้วยอำนาจของบุญกุศลของบุตรที่อยู่ในครรถ์ อันเนื่องมาจากศุภนิมิตอันเป็นมงคลนี้ พระญาติทั้งหลายจึงได้ถวายพระนาม
พระโอรสของพระนางว่า "สิวลีราชกุมาร"
เนื่องจากพระสิวลีราชกุมาร ต้องอยู่ในครรถ์นานถึง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน พอประสูติออกมาจึงมีความรู้มาก ในวันที่เ็จ็ดพระสารีบุตรได้สนทนากับพระสิวลีพระนางสุปปวาสา
เห็นพระโอรสประสูติได้เจ็ดวันก็พูดได้ก็ถามพระสารีบุตรว่า พระสิวลีกล่าวว่าอย่างไร พระสารีบุตรตอบว่า พระสิวลีบอกถึงการระลึกถึงทุกข์ที่อยู่ในครรถ์ตลอดมา ถ้าหากได้รับ
อนุญาติให้บรรพชาก็จะขอบรรพชา พระนางก็ทรงอนุญาติ ขณะเมื่อบรรพชา พระสารีได้สอนให้พระสิวลีพิจารณาถึงทุกข์ที่อยู่ในครรถ์ โดยพิจารณาเป็นทุกขลักษณะขึ้น ใน
ขณะที่จรดมีดโกนเพื่อปลงผมในครั้งแรกนั้น พระสิวลีก็ได้สำเร็จโสดาปัตติผล เวลาจรดมีดลงครั้งที่สองก็ได้สกิทาคามิผล และได้อนาคามิผลในเวลาโกนผมเสร็จ คือพอ
หมดศรีษะก็สำเร็จเป็นพระอรหันตขีณาสพ
นับแต่พระสีวลีได้บรรพชาแล้ว ก็มีปัจจัยขึ้นแก่หมู่สงฆ์ตามปรารถนาเสมอมา แม้นท่านจะอยู่ที่ไหนจะไปอยู่ที่ใด ๆ แม้นแต่พระพุทธเจ้าจะเสด็จพาพระสงฆ์ไปในที่กันดาร
ก็ยังต้องเอาท่านไปด้วย มีอยู่คราวหนึ่ง พระพุทธเจ้าเสด็จไปกรุงสาวัตถี พระสิวลีได้ทูลขอทดลองในบุญของท่าน โดยขอพระภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ องค์ พระพุทธเจ้าทรงอนุญาติ
ครั้งนั้นเทวดาที่สิงสถิตอยู่ที่นิโครธก็ได้ถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์ทั้ง ๕๐๐ องค์นั้น โดยมีพระสิวลีเป็นประธานอยู่ตลอด ๗ วัน จากสาเหตุนั้นเองสมเด็จพระบรมศาสดาทรงตั้ง
พระสิวลีไว้ในตำแหน่งอันเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้ถึงซึ่งความเลิศด้วยลาภในพระพุทธศาสนา หลังจากนั้นก็ดำรงชีวิตอยู่ถึงอายุขัยของท่าน แล้วก็เสด็จเข้าสู่นิพพานด้วย
วิธีดับขันธ์
ส่วนในคัมภีร์พระธรรมบทนั้น กล่าวถึงสาเหตุที่พระนางสุปปวาสาทรงตั้งครรถ์อยู่ถึง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วันนั้น ก็เนื่องมาจากบุพกรรมในอดีตชาติของพระสิวลีเมื่อครั้งเสวย
ชาติเป็นพระราชา ได้ทรงยกทัพไปล้อมเมือง ๆ หนึ่งพร้อมด้วยพระมารดา ได้ทำการล้อมข้าศึกอยู่ถึง ๗ ปี ๗ เดือน แล้วพระมารดาสั่งให้ล้อมต่อไปอีก ๗ วัน จึงทรงได้รับยอม
แพ้จากข้าศึก บุพกรรมนี้ติดตามมาสนองท่านพร้อมกับพระมารดาพระนางสุปปวาสาในชาตินี้
พระธาตุของท่านมีลักษณะสัณฐานดังเม็ดพุทราอย่างหนึ่ง ผลยอป่าอย่างหนึ่ง และเมล็ดมะระอย่างหนึ่ง มีพรรณสีเขีนวดังดอกผักตบบ้าง แดงดังสีหม้อดินใหม่บ้าง สีพิกุล
แห้งบ้าง เหลืองดังหวายตะกร้า และขาวสีสังข์บ้าง
รูปหล่อพระสิวลี
เนื้อโลหะสูง ๓ เมตร หล่อขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘ ประดิษฐานอยู่บนเขาอุตตมบรรพต หลังพระวิหารเก้าห้อง วัดเกตุมดีศรีวราราม ตำบลบางโทรัด อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสา
คร เพื่อให้ญาติโยมได้สักการะบูชา
คาถาบูชาพระสิวลี
สิวลี จะ มะหาเถโร ชัยยะสิทโธ มะหิทธิโก เถรัสสะ นุภาเวนะ