กลับหน้าหลัก

http://www.watketum.com

วัดเกตุมวดีศรีวราราม ถนนพระราม ๒ (ธนบุรี-ปากท่อ) กม.๔๒ ต.บางโทรัด อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ๗๔๐๐๐
ติดต่อวัด : email : watketum@hotmail.com
โทร : ๐-๓๔๔๒-๑๐๐๓ , ๐๘-๑๗๓๒-๖๒๖๗
ผู้ดูแลเว็บ : ๐๘-๗๕๑๕-๔๕๙๕ email : keepwalking.n@windowslive.com


พระพุทธสิหิงค์ภายในบุษบกทองคำพระที่นั่งพุธไธสวรรค์

กรุงเทพมหานคร


ตำนานพระพุทธสิหิงค์
          
          พระพุทธเจ้าปรินิพพานล่วงมาได้ ๗๐๐ ปี ในเกาะสิงหล มีพระราชาเสวย
ราชสมบัติอยู่ ๓ องค์  มีพระอรหันต์บำรุงพระพุทธศาสนาในสิงหลอยู่ ๒๐ องค์
พระราชาทั้งสามพระองค์ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก    ใคร่จะเห็นพระ
พุทธรูปของพระองค์ จึงปรึกษากับพระอรหันต์ืั้ ๒๐ องค์ พญานาคผู้มีีมหิทฤทธิ์
ซึ่งเคยเห็นพระองค์มา  จึงสำแดงเนรมิตกายให้เป็นรูปพระองค์  พระราชาจึงให้
ช่างหล่อไว้เพื่อกราบไหว้บูชา    วันทำพิธีหล่อ พระราชาองค์หนึ่ง   ทรงกริ้วช่าง
เอาหวายหวดโดนนิ้วของช่างเมื่อพิธีหล่อเสร็จ       ปรากฎว่านิ้วพระพุทธรูปเป็น
รอยตำหนิ พระราชาอีกสองพระองค์เสียพระทัย จัดทำใหม่ พระอรหันต์ห้ามไว้
และทำนายว่าต่อไปพระพุทธรูปนี้จะไปยังชมพูทวีป     มีพระราชาองค์หนึ่งเป็น
ผู้ทำการต่อให้เรียบร้อยได้พระนามว่า   "สิหิงค์"  เพราะพระราชาในเกาะสิงหล
เป็นผู้หล่อพระพุทธรูปนี้    งามสง่าดุจดังราชสีห์   พ.ศ.๑๘๒๐    สมัยพระร่วงเจ้า
มีธรรมิกราชพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า ไสยวงศ์        ครองราชในนครสุโขทัย
ให้พระเจ้าศรีธรรมราชาจัดทูตไปขอพระพุทธสิหิงค์จากเกาะสิงหล    มาประดิษ
ฐานในนครศรีธรรมราชไว้ขณะหนึ่ง      แล้วพระเจ้าไสยวงศ์ึ่อัญเชิญไปสุโขทัย
ทรงเคารพบูชาอยู่ ๖ รัชกาลพระร่วง  พ.ศ.๑๙๒๑   พระราชาครองนครอยุทธยา
ทรงพระนามว่า   "รามาธิบดีที่ ๑"   ยกทัพไปยึดเมืองสุโขทัยได้     แล้วมอบให้
เจ้าเดชหรือขุนหลวงพะงั่วเข้าครอบครอง  พระเจ้าอัถกะลือไทยผู้ครองสุโขทัย
เดิมขอเมตตาพระรามาธิบดีที่ ๑      โปรดให้ครอบครองเมืองพิษณุโลกพระเจ้า
อัถกะลือไทยอัญเชิญพระพุทธสิงหิงค์ไปด้วย   ทรงบูชาตลอดทิวงคต
          พ.ศ.๑๘๒๕ พระราชาองค์หนึ่งทรงพระนามว่า "ญาณดิส"ครองราชสมบัติ
อยู่กำแพงเพชร  ทรงทราบเกรียรติประวัติของพระพุทธสิงหิงค์จึงให้แม่หลวงมา
ทูลพระราชทานจากพระราชาธิบดีไปบูชาอยู่ ณ เมืองกำแพงเพชร  และหล่อรูป
จำลองไว้ พ.ศ.๒๘๓๑    เจ้ามหาพรหมซึ่งครองราชอยู่ที่นครเชียงรายทรงทราบ
เกียรติประวัติจากพระภิกษุซึ่งมาจากเมืองกำแพงเพชร     จึงใคร่จะได้พระพุทธ
สิงหิงค์มาบูชา     ไปขอกำลังทหารจากพระเจ้ากลีมหาราชผู้ครองนครเชียงใหม่
แล้วยกไปเมืองกำแพงเพชร       ขอพระพุทธสิงหิงค์จากพระเจ้าญานดิสไปบูชา
ณ นครเชียงใหม่    และทรงหล่อรูปจำลองไว้ พ.ศ.๑๙๕๐       เจ้ามหาราชพรหม
อัญเชิญพระพุทธสิงหิงค์ไปประดิษฐาน ณ นครเชียงใหม่     ตามความปรารถนา
ของพระเจ้ากลีมหาราชพระองค์    ทรงบูชาอยู่ตลอดถึงทิวงคตได้ยกราชสมบัติ
ให้กับราชบุตร   ทรงพระนามว่า  "สิริราชบุตร"      ครอบครองตราบพระชนม์ชีพ
เสนาบดีได้สถาปนาพระราชบุตรองค์ใหม่ต่อไปทรงพระนามว่า "วิไชยดิส"  ขึ้น
ครองราชสืบไป และทรงบูชาพระพุทธสิหิงค์อยู่ด้วยความเคารพ
         พ.ศ.๒๒๐๕     สมเด็จพระนารายณ์มหราราช   ตีเมืองเชียงใหม่ได้ได้โปรด
อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐาน  ณ กรุงศรีอยุธยา   ในวัดพระศรีสรรเพชร
         พ.ศ. ๒๓๑๐ กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าครั้งนั้นเชียงใหม่เข้ากับพม่า   จึงอัญ
เชิญพระพุทธสิหิงค์ขึ้นไปเชียงใหม่อีก
         พ.ศ. ๒๓๓๘ รัชกาลท ี่๑ กรุงรัตนโกสินทร์ได้เชียงใหม่เป็นเมืองขึ้น     พม่า
ยกกองทัพล้อมเมืองเชียงใหม่    พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรด
ให้สมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท    เสด็จยกทัพหลวง

จับตัวแม่ทัพพม่ามาได้จึงอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์กลับกรุงเทพฯ  ทรงอุทิศพระราชมณเฑียรซึ่งพระราชทานนามว่าพระที่นั่งพุทไธสวรรค์   ถวายให้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์    
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกราชการ    ทรงอุปถัมภ์บำรุงบูชาด้วยความเคารพโดยตลอดทุกราชกาล     นับว่าเป็นพระพุทธรูปองค์แรกที่หล่อด้วยโลหะในอาณาจักรพุทธศาสนา
และพระมหากษัตริย์ทุกเมืองทรงอุปถัมภ์บูชา   ประดิษฐานเมืองใดก็เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองนั้นจนถึงกรุงเทพมหานครปัจจุบันนี้องค์พระพุทธสิหิงค์ประทับคู่ศาสนา   ณ  พิพิธ
ภัณฑ์สถานแห่งชาติเป็นมิ่งขวัญชองประชาชนชาวไทยและพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป

ประวัติความเป็นมาพระพุทธสิหิงค์จำลองของวัดเกตุมวดีศรีวราราม

         พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ มีพระบรมราชานุญาตให้หล่อจำลอง
พระพุทธสิหิงค์จากองค์จริง  ด้วยโลหะเงินบริสุทธิ์หนัก ๙๐ กิโลกรัม ประดิษฐาน ณ
วัดเกตุมวดีศรีวราราม ตำบลบางโทรัด อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาครโดยโลหะเงิน
ในคราวที่พระภิกษุสงฆ์ทั้งสี่ทิศ มาประชุมอยู่ปริวาสกรรมประพฤติวุฏฐานวิธี ตั้งแต่
วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๑๑  ถึง  วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๑๑
        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ    ทรงเจิม
แผ่นดวงฤกษ์  และพิธีเทโลหะเงินหล่อพระพุทธสิหิงค์    เมื่อวันที่  ๑๔    กุมภาพันธ์
พ.ศ.๒๕๑๑  เวลา ๐๖.๔๑ น. มีรายละเอียดในการหล่อพระพุทธรูปดังนี้

๑. ได้หล่อขึ้นด้วยโลหะธาตุเงินบริสุทธิ์น้ำหนัก ๙๐ กิโลกรัมเศษ
๒. โดยพระบรมราชโองการพระราชธานพระบรมราชานุญาตจาก    พระบาทสมเด็จ
      พระเจ้าอยู่หัว ให้หล่อประดิษฐาน ณ อุโบสถวัดเกตุมวดีศรีวราราม
๓. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ   ทรงเจิมแผ่นโลหะเงินดวงฤกษ์นำหล่อพระพุทธ
     สิหิงค์
๔. เจ้าอาวาสวัดเกตุมวดีศรีวรารามคณะกรรมการฯ    และประชาชนทั่วไปพร้อมกับ
      นำแผ่นโลหะธาตุเงิน    อุทิศส่วนกุศลแด่พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีในอดีต
      อีก ๘ พระองค์
๕. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ    พระราชทานพระบรมราชานุญาตจารึกพระนาม
     ลงที่แท่นองค์พระพุทธสิหิงค์
๖. พระภิกษุที่มาร่วมทำพิธีพุทธาภิเษก ๑๗๑ รูปได้เดินทางมาจาก ๔ ทิศ  นับว่าเป็น
     นิมิตหมายที่หาได้ยาก    ได้ร่วมกันลงแผ่นโลหะธาตุเงิน    และบริกรรมหล่อพระ
     พุทธสิหิงค์
๗. พระภิกษุสงฆ์ทุกรูปก่อนจะเข้าพิธีพุทธาภิเษกได้อยู่บริวาสและปฏิบัติกรรมฐาน      
     ๑๐ วัน ๑๐ คืน ก่อนเพื่อให้จิตใจผ่องใสมีคุณานุภาพยิ่งขึ้น
๘. ช่างของกรมศิลปากรเป็นผู้ดำเนินการหล่อตั้งแต่เริ่มแรกจนเสด็จการ  โดยได้รับ
     พระบรมราชานุญาตให้ถอดแบบจากองค์จริงซึ่งประดิษฐาน   ณ  พระที่นั่งพุทไธ
     สวรรค์   พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติกรมศิลปากร    ให้ความร่วมมือด้วยความยินดี
     ทุกประการ
๙. ทางวัดจารึกชื่อกรรมการผู้บริจาคโลหะธาตุเงิน ๑ กิโลกรัม  (ราคา ๑,๑๐๐ บาท)
     ลงในแผ่นหินอ่อนไว้เป็นการถาวร         เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่บุคคลภายหลังสืบไป      
     จะได้อนุโมทนา   และเพื่อเป็นประวัติศาสตร์ของการสร้างพระพุทธสิหิงค์     ของ
     วัดเกตุมวดีศรีวรารามด้วย

๑๐. วัดเกตุมดีศรีวราราม    เป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาต  ุ “เกตุมวดีย์”   นับว่าเป็น
       สถานที่ศักดิ์สิทธิ์์ ที่พระพุทธศาสนิกชนทั้งหลายให้ความเคารพนับถือยิ่งนัก
๑๑. กรมศิลปากรบันทึกลงในประวัติศาสตร์การสร้างพระพุทธสิหิงค์จำลอง       จาก
        แบบองค์จริงประดิษฐานไว้ในจังหวัดสมุทรสาคร
๑๒. พระพุทธสิหิงค์นี้ในประวัติศาสตร์ของกรมศิลปากรปรากฏว่า      มีอยู่ในจังหวัด
        สมุทรสาครองค์หนึ่ง แล้วหล่อด้วยโลหะทองสำริดน้ำหนัก ๗๓ ชั่งซึ่งหล่อขึ้นในปี พ.ศ.๒๒๓๒ ในแผ่นดินพระเพทราชาปัจจุบันค้นไม่พบว่าได้ประดิษฐานอยู่ ณ ที่ใด
๑๓. หลังจากหล่อเสร็จแล้วได้กำหนดพิธีการฉลองขึ้น ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐานในพระบรมมหาราชวัง ณ วัดเกตุมดีศรีวราราม

ประกอบด้วยพิธีสำคัญดังต่อไปนี้
๑)    วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๑๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้คณะกรรมการวัดเกตุมดีศรีวรารามอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ขึ้นทูลเกล้าฯถวาย   เพื่อทรง
        พิธียกพระเกตุทรงสวมสังวาลนพรัตน์ทรงเจิม ทรงพระสุหร่ายทรงยกเบญจนภามหามงคลรัตนฉัตร
๒)    ทรงเจิมเดินใจกลางเมืองหลวงทุกประเทศทั่วโลก
๓)    ทรงพระราชทานดินมุมห้องพระบรรทมด้านทิศตะวันออก
๔)    ทรงเจิมและทรงพระสุหร่ายธนบัตรขวัญถุงมิ่งขวัญทรัพย์โภคทรัพย์พระราชทาน เพื่อตอบแทนท่านผู้มีจิตศรัทธาร่วมการกุศล ณ วัดเกตุมดีศรีวราราม
๕)    พิธีการดังกล่าวข้างต้นนี้ทรงประกอบพิธี ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐานซึ่งเป็นที่ประทับประจำพระองค์ท่าน
๖)     ระหว่างวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๑๕    ถึงวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๓    หลังจากทรงพิธีแล้วก่อนนำไปประดิษฐาน        เป็นพระประธานในอุโบสถวัดเกตุมดีศรีวรารามได้อัญเชิญ
         ประดิษฐาน  ณ พระแท่นทิพยรโหฐานวัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์ท่าเจียนพระนคร) ซึ่งเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่๑)   ทรงสร้างขึ้นอันเป็นสมัย
         เดียวกันกับที่ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานคู่กับกรุงรัตนโกสินทร์และจักรีวงศ์
๗)    วันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๓ อัญเชิญด้วยพิธีขบวนแห่ทั้งทางบกและทางน้ำ   ไปประดิษฐานบนพระแท่นบัณฑูรสุรสีหาสน์ปฏิมารัตนบัลลังก์ในมณฑปพิธีลานหน้าพระบรมธาตุ
         เกตุมวดีย์
๘)    พิธีประกอบด้วยราชวัตร๗ชั้นและฉัตรไชยพิธี ๑๑๒ คัน
๙)    พิธีสวดพุทธาภิเษกโดยพระพิธีจากอารามต่าง ๆ ในพระนคร ๑๒ อาราม
๑๐)  พระธรรมกถึกแสดงพระธรรมเทศนา “มหาสมัยสูตร” และพระพิธีสวดตำนาน “มหาสมัยสูตร”
๑๑)  มหาชนทั้งหลายบูชาพระไตรปิฎกทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์เพื่อยกบูชาพระธรรมคำสั่งสอนด้วยผ้าป่า ๘๔,๐๐๐ กอง
๑๒)  คณะสงฆ์ซึ่งประกอบพิธีด้วยพระราชาคณะ พระสังฆาธิการและพระเจ้าอาวาสในจังหวัดสมุทรสาคร สวดพระสูตรและตำนานต่างๆวันละ ๙ รูป  ผลัดเปลี่ยนไปตลอดงาน
๑๓)  พระภิกษุสงฆ์เดินทางจากทิศทั้ง ๔ จำนวนประมาณ ๒๐๐ รูปเศษ นั่งปรกบริกรรมทำพิธีพุทธาภิเษก
๑๔)  พระภิกษุสงฆ์ทุกรูปก่อนจะเข้าพีธีพุทธาภิเษก ต้องเข้าอยู่ปริวาสกรรมและปฏิบัติพระกรรมฐานเสียก่อน
๑๕)  กระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยคณะกรรมการ      ได้นำดินจากเมืองหลวงทุกประเทศนำมาประกอบพิธี เพื่อขออำนาจพุทธคุณบารมีคุ้มครองให้ปวงชนทั่วโลก    มีความ
         สันติสุขโดยทั่วถึงกัน
๑๖)  กระทรวงมหาดไทยจัดส่งดินหลักเมืองทุกจังหวัดในประเทศไทยเข้าประกอบพิธีพุทธาภิเษก เพื่อให้พระศาสนาตั้งมั่นคงรุ่งเรื่องสืบชั่วกาลนานและให้ประชาชนมีความร่มเย็น
         เป็นสุขโดยทั่วกัน
๑๗) เจ้าคณะจังหวัดคณะสงฆ์ทุกจังหวัด จัดส่งดินทรายในกระถางธูปพระประธานในอุโบสถเข้าพิธีพุทธาภิเษก เพื่อความมั่นคงรุ่งเรืองแห่งพระศาสนา
๑๘) คณะสงฆ์จตุรทิศผู้มาปฏิบัติปริวาสกรรมดำดินแร่ธาตุ ว่าน จากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และในถ้ำในเขาทั่วไปเข้าประกอบพิธีี
๑๙)  พระครูใบฎีกาพยนต์ เขมเทโว เจ้าอาวาสฯ นำดินกำ ดินแท่งทอง ดินฤๅษีสม ดินม้วน แก้วแกบผสมน้ำทิพย์ ช้างสาร ลิงลม กาน้ำ ราชสีห์ อันนี้เป็นของพระฤๅษี   พระโพธิสัตว์
        ได้อธิษฐานสร้างบารมีไว้เข้าประกอบพิธี
๒๐)  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานดินมุมห้องบรรทมด้านทิศตะวันออกเข้าประกอบพิธี
๒๑)  ดินทั้งหลายดังกล่าวแล้วข้างต้นนั้นหลังจากเข้าพิธีพุทธาภิเษก           แล้วอัญเชิญพุทธบารมีนำบรรจุไว้ใต้พระแท่นองค์พระพุทธสิหิงค์เพื่อให้พระพุทธบารมีคุ้มครองป้องกัน
         ศาสนาและสรรพสัตวทั้งหลายให้มีความรุ่งเรืองสันติสุขโดยทั่วถึงกัน
๒๒) เสร็จพิธีแล้วอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ประดิษฐานคู่บารมีเป็นศักดิ์ศรีพระบวรพุทธศาสนาทั้งเทวดาและมนุษย์ได้สักการบูชาสืบต่อไปชั่วกาลนาน


   หน้าแรกวัดเกตุมดีศรีวราราม > ตำนานพระพุทธสิหิงค์